อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาในหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 5 โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ โดยกำหนดเรื่อง “สร้างสรรค์งานวิจัย จากคลังปัญญาท้องถิ่น สู่สากล” เป็นหัวข้อหลักในการประชุมวิชาการในครั้งนี้ เพื่อให้ผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและบัณฑิตศึกษา ได้มีโอกาสเผยแพร่สู่สาธารณชนในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งหลักสูตรได้ส่งบทความวิจัยจำนวน 3 เรื่อง นำเสนอภาคบรรยายในวันที่ 25 เมษายน 2556 ณ ห้อง 23-801 ชั้น 8 อาคารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ประกอบด้วยงานวิจัยเรื่อง ระบบบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน กรณีศึกษาบ้านเนียงอําเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา (อ.ฟูไดละห์ ดือมอง และคณะ) ระบบสํารองที่พักออนไลน์สําหรับบังกะโล บ้านไม้ริมทะเล (ตะโละสะมิแล)อําเภอ ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี (อ.ฟูไดละห์ ดือมอง และคณะ) และ ระบบสารสนเทศการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติราชการ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (อ.พิมลพรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ และคณะ) และ อ.พิมลพรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ ได้คว้ารางวัล ผู้นำเสนอผลงานวิจัยดีเด่น กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประเภทภาคบรรยาย ในงานครั้งนี้ด้วย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสาร แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559
เข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 5
Submitted by
Unknown
on
วันอังคาร, เมษายน 26, 2559
วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556
โรค office syndrome ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
Submitted by
IT.Sci.YRU
on
วันอาทิตย์, มิถุนายน 30, 2556
โรค office syndrome คือโรคที่เกิดการทำงานเป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนวัยทำงาน 16 – 26 ปี โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เรียกได้ว่าเป็นโรคสุดฮิตเลยทีเดียว เพราะคนทำงานออฟฟิศกำลังเป็น โรค Office Syndrome เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนน่าตกใจ
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยสะดวกสบายจึงทำให้การทำงานง่ายขึ้น เพียงแค่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย แต่นั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด โรค office syndrome พฤติกรรมไหนในการทำงานที่ส่งผลทำให้พนักงานออฟฟิศเป็นโรค office syndrome กันมากขึ้นนั้นมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
1. การทำงานในท่าเดิมๆ เป็นประจำ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถหรือไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
2. ท่าทางหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งหลังค่อม หรือหลังงอ นั่งเอนกึ่งนอน นั่งไขว้ห้าง ยืนหลังแอ่นหรือหลังค่อม ใส่รองเท้าส้นสูง สะพายหรือหิ้วกระเป๋าหนัก เป็นต้น
3. สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น ระดับความสูงของโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ระยะวางคีย์บอร์ดที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
4. การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป
1. การทำงานในท่าเดิมๆ เป็นประจำ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถหรือไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
2. ท่าทางหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งหลังค่อม หรือหลังงอ นั่งเอนกึ่งนอน นั่งไขว้ห้าง ยืนหลังแอ่นหรือหลังค่อม ใส่รองเท้าส้นสูง สะพายหรือหิ้วกระเป๋าหนัก เป็นต้น
3. สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น ระดับความสูงของโต๊ะทำงานและเก้าอี้ ระยะวางคีย์บอร์ดที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
4. การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป
สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งผลให้คนส่วนใหญ่เป็นโรคนี้กันมากขึ้นไม่เว้นแต่นักเรียนนักศึกษาที่ชอบใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการเรียนรวมทั้งเพื่อสร้างความบันเทิงก็ตาม ซึ่งโรค office syndrome ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปวดคอ ศีรษะ บ่า สะบักและไหล่ ซึ่งเป็นส่วนที่พบบ่อย รองลงมา ปวดหลัง นอกจากนี้อาจมีอาการปวดตา ตาพร่ามัว ปวดแขน ปวดข้อศอก ปวดมือ ปวดข้อมือ ปวดเอว ปวดขาหรือปวดเข่า บางรายเป็นมากจนมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เราใช้ร่างกายมากเกินไปหรือที่ว่า overload จนทำให้ร่างกายไม่สามารถรับกับสภาวะดังกล่าวได้ จึงแสดงอาการออกมา หากละเลยหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องแล้ว อาจจะกลายเป็นอาการเรื้อรัง หรือทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นอีก อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
เราจึงต้องให้เวลาตัวเองสักนิด หันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย เพราะโรค office syndrome ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเรา ตรงกันข้าม อาจเกิดกับเราได้ตลอดเวลา ดังนั้น เวลานั่งทำงานคุณควรเปลี่ยนอิริยาบถ ทุก ๆ ชั่วโมง หรือ 45 นาที หรือบริหารร่างกายขณะทำงานได้ ร่วมทั้งการการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ให้ตรงเวลา และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณและพร้อมที่จะสู้งานหนักต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










